Thursday, 21 November 2019
 

3 เหตุผลที่บอกว่าการทำประกันชีวิตโดยทั่วไปไม่ใช่การลงทุน


เมื่อพูดถึงการทำประกันชีวิตโดยทั่วไปในปัจจุบันก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิตผิดไป บางคนตัดสินใจทำประกันชีวิตโดยคำนึงถึงผลตอบแทนเป็นหลัก บางคนต้องการทำประกันชีวิตโดยคิดว่าเป็นการลงทุน จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงในสิ่งที่จะได้รับจากการทำประกันกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปกลายเป็นได้รับความคุ้มครองที่ตนเองไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริงมาพร้อมกับภาระการชำระเบี้ยประกันในระยะยาวซึ่งทำให้เกิดความเดือดร้อนตามมา ทั้งนี้ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าวจึงขออธิบายถึงเหตุผล 3 ประการที่จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจว่าทำไมการทำประกันชีวิตจึงไม่ใช่การลงทุน ดังต่อไปนี้

ประกันชีวิต


1.จุดมุ่งหมายของการทำประกันชีวิตคือการได้รับความคุ้มครอง
ความคุ้มครองเป็นหัวใจสำคัญของการทำประกัน ส่วนผลประโยชน์ตอบแทนในรูปเงินคืน ดอกเบี้ย หรือเงินปันผลที่ได้รับจากกรมธรรม์นั้นไม่ใช่เป้าหมายหลักในการทำประกันแต่เป็นเพียงผลประโยชน์ในลำดับรองลงมาเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ตัดสินใจทำประกันชีวิตต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าตัวเองต้องการนำเงินมาซื้อความคุ้มครอง ไม่ใช่ต้องการนำเงินมาลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน ยกตัวอย่างเช่น การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะเปรียบเสมือนเป็นการนำเงินมาฝากไว้กับบริษัทประกันในระยะยาวโดยได้รับความคุ้มครองในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งข้อกำหนดในกรมธรรม์จะระบุเรื่องการจ่ายผลตอบแทนที่เกิดขึ้นแต่เป็นผลตอบแทนในอัตราคงที่และตายตัวโดยจะได้รับต่อเมื่อสิ้นสุดสัญญา

2.การทำประกันชีวิตไม่มีความเสี่ยงในด้านอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ
เนื่องจากการทำประกันชีวิตไม่ใช่การลงทุนจึงไม่มีโอกาสที่จะได้รับกำไรและไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะขาดทุน เพราะข้อกำหนดในกรมธรรม์มีการระบุจำนวนผลตอบแทนแบบคงที่ซึ่งผู้เอาประกันจะได้รับไว้อย่างชัดเจน แต่หากจะมีความเสี่ยงก็จะเป็นเรื่องการไม่ได้รับการปฏิบัติตามสัญญาประกันชีวิตซึ่งเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงของบริษัทประกันที่รับทำสัญญา

3.เบี้ยประกันชีวิตเป็นเงินกินเปล่าจ่ายแล้วไม่ได้คืน แต่เงินลงทุนจ่ายไปเพื่อหวังผลกำไร
เบี้ยประกันชีวิตเป็นเงินที่จ่ายให้กับบริษัทประกันภัยเพื่อมุ่งหวังจะได้รับความคุ้มครองหากผู้เอาประกันเสียชีวิต ดังนั้นเงินส่วนนี้ก็คือค่าความเสี่ยงภัยที่จ่ายให้บริษัทประกันเพราะต้องแบกรับความเสี่ยงตลอดระยะเวลาที่ให้ความคุ้มครองชีวิตของผู้เอาประกันภัย ทำให้ไม่มีการคืนเงินในส่วนนี้ แต่สำหรับเงินลงทุนนั้นผู้ลงทุนย่อมมุ่งหวังผลกำไรที่จะเกิดขึ้นซึ่งหากการลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนย่อมได้รับเงินคืนกลับมาทั้งในส่วนต้นทุนและกำไร

 ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เกิดความเข้าใจว่าทำไมการซื้อประกันชีวิตจึงไม่ใช่การลงทุน กล่าวโดยสรุปก็คือการทำประกันชีวิตเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อความคุ้มครองที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงสำหรับเหตุการณ์ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งถือเป็นวิธีการปกป้องความมั่งคั่งเพื่อไม่ให้ครอบครัวได้รับผลกระทบจากการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัย โดยเฉพาะผู้ที่มีหนี้สินจำนวนมากหากเสียชีวิตระหว่างที่ยังผ่อนชำระหนี้ไม่หมดจะทำให้กลายเป็นภาระหนักสำหรับคนข้างหลังนั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก
https://pixabay.com/